ทางชีวิตคนไต่ฝัน

ทะยานจาก "สันกำแพง"

สู่จุดสุดยอด "ธุรกิจ-การเมือง"

เนชั่น สุดสัปดาห์ ปีที่ 9 ฉบับที่ 454 วันที่ 12-18 ก.พ. 2544

 




คนไทยส่วนใหญ่รู้จัก ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะ "นายกรัฐมนตรีชาวเหนือ" แต่น้อยคนจะทราบว่า วงศ์วานว่านกอของ "ตระกูลชิน" จริงๆ รากหยั่งดั้งเดิมอยู่ที่จังหวัดทางภาคตะวันตก

ย้อนอดีตไปยังสมัยรัชกาลที่ 5 ราวๆ พ.ศ.2451 ทวด "คูชุนเส็ง" ล่องสำเภามาจากจีนแผ่นดินใหญ่ แล้วเลือกขึ้นฝั่งที่จันทบุรี ประกอบอาชีพเป็นนายอากรบ่อนเบี้ย หลังแต่งงานกับสาวไทยนาม "ทองดี" มีลูกคือปู่ "เชียง" จึงได้ล่องเรือขึ้นเหนือไปแสวงโชคต่อที่เมืองเชียงใหม่ อาสา "หลวงนิกรจีนกิจ" ไปประมูลอากรบ่อนเบี้ยที่อำเภอแม่ริม, สันทรายและดอยสะเก็ด

ปู่ทวดได้เงินเป็นกอบเป็นกำตามที่ตั้งใจแสวงหา แถมยังมีคนนับหน้าถือตา แต่สิ่งที่สูญเสีย กลับประเมินค่าไม่ได้, ย่าทวดถูกยิงเสียชีวิตขณะเก็บอากร ทวดเส็งจึงเบนเข็มมาปักหลักค้าขายแบบ "ม้าต่าง วัวต่าง" ขนข้าวของขึ้นหลังวัวหลังม้า บรรทุกสัมภาระไปขายยังบ้านกาด อำเภอสันกำแพง และตั้งรกรากรุ่นปู่ที่นั่น

ต้นสกุล "ชินวัตร" ได้เริ่มต้นที่ "ปู่เชียง" กับ "ย่าแสง" ซึ่งเป็นรุ่น 2 นับแต่นั้น เลือดนักเสี่ยงยังไม่แห้งเหือด ชินวัตรรุ่นนี้ได้ก่อร่างสร้างตำนาน "ไหมไทยชินวัตร" จนเป็นที่โด่งดังไปทั่วประเทศ ความร่ำรวยที่ใครๆ เห็นก็คือ การเป็นเจ้าของตลาดสันกำแพง

ทว่า, เลือดผจญภัยของ "ชินวัตร รุ่น 3" ซึ่งนำโดยพ่อ "เลิศ" กลับพิเศษแปลกกว่า แทนที่จะปรีดิ์เปรมกับตำแหน่งบริหารร้านผ้าไหม หลังแต่งงานกับ "ยินดี", ด้วยบุคลิกของการเป็นผู้นิยมในสิ่งประดิษฐ์คิดค้นใหม่ๆ บุญเลิศจึงเลือกที่จะแตกไลน์ธุรกิจเป็นร้านขายกาแฟขนาดย่อม ด้วยเครื่องโม่กาแฟทันสมัย นำเข้าจากอเมริกา ขณะเพิ่งมีลูกเล็กๆ แค่ 2 คน

อีก 30 กว่าปีต่อมา ไม่มีใครคาดคิดว่า เรื่องราวชีวิตของลูกชายคนโต จะถูกรื้อและฟื้นความทรงจำขึ้นอีกหน จากกล่องกาลเวลาใบเก่า ที่เก็บเรื่องราวความเป็นไป ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้หลังคากระเบื้องของเรือนแถวไม้สองคูหาขนาดสองชั้นกะทัดรัด ผ่านซอกหลืบความทรงจำของตัวละครหลากหลาย ที่ครั้งหนึ่งได้ร่วม "ฉาก" ชีวิตอย่างบังเอิญกับนายกรัฐมนตรีคนที่ 23

เมื่อเป็นเช่นนี้ ประเด็นกระจิดริดในชีวิตคนตำแหน่งใหญ่อย่างเรื่องข้าวปู้น, น้ำแข็งไส, ไอศกรีม ฯลฯ จึงกลายเป็นเรื่องน่าสนใจที่จะต้องเอ่ยถึง

"สันกำแพง"..รำลึก

"สันกำแพง" เป็นเมืองเงียบสงบ ถึงจะห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 12 กิโลเมตร แต่ถือว่าไกลพอสมควรสำหรับอดีตเมื่อ 40 ปีก่อน เพราะถนนหนทางยังไม่ดี

วงล้อมชีวิตของทักษิณวัยเด็ก จึงอยู่ในโลกใบเล็ก ตามแบบตลาดบ้านนอก ที่มีร้านรวงไม่กี่คูหา บ้านที่มีไฟฟ้าใช้ไม่กี่หลัง คนส่วนใหญ่ยังชีพด้วยการทำไร่ไถนา

ฉากเปลี่ยน..ชีวิตเปลี่ยน แต่ สุทัศน์ ไชยมงคล ไม่เคยไกลจาก "สันกำแพง"

ชีวิตวันนี้ของเขายังอยู่ในฉากเดิม, เป็นคนขับมอเตอร์ไซค์ สวมเสื้อวินสีเขียว วิ่งประจำอยู่สามแยกเก๊าตุ้ม ในขณะที่เพื่อนซึ่งเคยเรียนหนังสือชั้นประถม 1-3 มาด้วยกันอย่างทักษิณ ชินวัตร, ช่างเป็นนักเดินทางไกล

""บ้านดอกเตอร์ทักษิณขายกาแฟ ตอนเช้าผมมักจะชวนเขาไปโรงเรียน แต่ท่านมักจะขอให้ผมช่วยล้างแก้ว แล้วชวนกันทานขนมจีนถึงค่อยออกจากบ้าน สมัยเด็กๆ เพื่อนๆ มักเรียกท่านว่าไอ้จืด เพราะผิวขาว เขาเป็นคนเรียบร้อยนะ แต่เรื่องการเตะการแกล้งมีบ้างเป็นธรรมดาประสาเด็ก ไม่ได้คิดอะไรจริงจัง แค่ความสนุกสนาน"" สุทัศน์ เล่าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มปนหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

จากเด็กชายชาวเหนือผิวขาวตาตี่, ลูกเถ้าแก่ร้านกาแฟทันสมัยในบ้านนอก สู่การเป็นผู้บริหารสูงสุดทางการเมืองของประเทศ น่าทึ่งเอาการเหมือนกัน เพราะปฐม ก กา หัดอ่านของทักษิณ ชินวัตร เริ่มต้นที่โรงเรียน "ลมโชย" ในวัดหลังตลาดสันกำแพงนั่นเอง

""ถ้าจะเรียกที่นี่ว่าโรงเรียนอนุบาล คงไม่ถูกต้องนัก เพราะมันเป็นเพียงศาลาวัดที่ไม่มีแม้กระทั่งฝากั้นห้อง กระดานดำใหญ่ หรือโต๊ะ-เก้าอี้นักเรียน เป็นห้องโปร่งโล่ง ลมโกรกสบาย ใครไปใครมามองเห็นกันหมด แล้วเวลาเผลอ เจ้าพวกตัวเล็กก็จะวิ่งซนออกไปนอกศาลา..""

เรียกว่า ชนบทขนานแท้กันเลย แม้ขึ้นชั้นประถมหนึ่ง ฉากชีวิตของเด็กบ้านนอกอย่างเขา ยังคงเป็นโรงเรียนในตลาดสันกำแพง

อาจารย์ เพชร วงศ์แปง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสันกำแพง เล่าให้ฟังว่า จากระเบียนศิษย์เก่า ดร.ทักษิณ เข้าเรียนชั้นประถมปีที่ 1 เมื่อ 27 พฤษภาคม ปี 2499 เลขประจำตัว 2643 ครูประจำชั้นชื่อ บัวคลี่ นำบุญจิต

""ดอกเตอร์ทักษิณเป็นเด็กนิสัยดี และชอบเป็นผู้นำตั้งแต่เด็กๆ หากเพื่อนคนไหนเรียนหนังสือไม่เก่ง ก็จะพยายามสอนให้ ครูจึงไม่เคยลงโทษทักษิณ เพราะเขาเรียบร้อย ไม่เกเร ไม่เคยมาโรงเรียนสาย ส่วนใหญ่มักจะมาเอง ยกเว้นบางครั้งที่พ่อหรือแม่มาส่ง""

ครูบัวคลี่ กล่าวถึงลูกศิษย์อย่างปลาบปลื้ม เสริมรับโดย จำนรรค์ มูลอ้าย อาจารย์โรงเรียนบ้านสันกำแพง ซึ่งเป็นเพื่อนเรียนสมัยเด็ก บอกว่า ทักษิณเป็นคนเรียบร้อย และเรียนหนังสือเก่ง เพื่อนๆ มักขอลอกการบ้านจากเขาบ่อยครั้ง

ในขณะที่ครูอนุบาลคนแรก ฟองแก้ว ธีรสวัสดิ์ บอกว่า เขาก็เหมือนเด็กปกติธรรมดาคนหนึ่ง ที่ชอบคุยในห้องเรียนเช่นกัน

""แต่ถ้าเราเคาะกระดานก็จะพากันเงียบ เงียบเราก็สอนต่อ แต่เห็นเขาช่วยพ่อทำงานไม่กระดากอาย หิ้วกาแฟใส่ตะกร้าขาย ตะโกนกาแฟ กาแฟ เวลาเขาทำ เขาทำจริง เข้าไหนเข้าได้ มนุษยสัมพันธ์ดี ไม่ใช่ว่าเห่อมาพูดตอนเขาจะได้เป็นนายกฯนะ"

ถึงจะขยันออกอย่างนั้น แต่ครูฟองแก้วยังเคยเห็นทักษิณโดนคุณพ่อคุณแม่ดุ ลองให้ไปทำธุระที่ไหนแล้วกลับช้า เป็นต้องถูกตำหนิ แต่ดีที่ครอบครัวนี้สอนลูกด้วยเหตุผล เน้นการพูดการอธิบาย ไม่ได้ทุบตีลูกประสาชาวบ้านอย่างบางครอบครัว

ส่วนทักษิณ เท่าที่สังเกต มักเป็นคนพูดตรงไปตรงมา

""คุณสังเกตปากเขาสิ บ้างบาง มีอะไรเขาก็พูดตรงๆ แหละ""

เรื่องนี้แม้แต่เจ้าตัวเองยังยอมรับว่าเคยเป็นเด็กช่างคุย ช่างซักมาก่อน ขนาดน้าซึ่งเป็นคนจีนแคะยังเคยล้อว่า "ไท้เพ้าล่อ" ติดตัวจนโต กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีมนุษยสัมพันธ์ ขยันคบค้าผู้คน

ทักษิณออกจากโรงเรียนสันกำแพงหลังจบประถม 3 บิดาส่งไปเรียนประถม 4 ที่ "มงฟอร์ตวิทยาลัย" โรงเรียนคาทอลิกในอำเภอเมือง ซึ่งทันสมัยและมีชื่อเสียงเรื่องมาตรฐานการเรียนการสอนสูงมาก

เด็กเก่งจากโรงเรียนสันกำแพง กลับถูกบังคับให้ซ้ำชั้น ป.3 เพราะก่อนหน้านี้มีเด็กนามสกุล "ชินวัตร" เข้ามาเรียนสองคนแล้วสอบตก ถึงคิวเขา, บราเดอร์จึงไม่ปล่อยเรื่องภาษาอังกฤษ ส่วนเจ้าตัวก็ฟิตจนแน่นมาตั้งแต่นั้น

ในขณะที่วิชาคณิตศาสตร์ ลูกพ่อค้าอย่างเขาไม่เคยเป็นรองใคร ทั้งๆ ที่ไม่ได้ไปกวดวิชาที่ไหน อาศัยประสบการณ์จริง จาก "ติวเตอร์ส่วนตัว" หลายสิบคน

""ติวเตอร์ที่ว่านี้ ผมจำชื่อไม่ได้ เพราะเป็นลุงป้าน้าอา ลูกค้าร้านกาแฟของเราที่สัญจรไปมา วิธีติวเข้มของพวกเขาก็เป็นธรรมชาติ""

ทั้งของคนสอนและคนเรียนว่างั้นเถอะ

""ทักษิณ ถ้าป้าซื้อโอเลี้ยงพ่อ 2 แก้ว ซื้อขนุนแม่ 2 ถุง ป้าต้องจ่ายเงินเท่าไหร่""

บางทีเขาก็ถูกแม่ค้าในตลาดแหย่ แล้วยังหยอดลูกอำด้วยว่า ระวังจะขาดทุนเพราะคิดผิด ความเป็นเด็กทำให้หลายครั้งหลายคราวเขาจริงจังกับเรื่องตัวเลขมากจนเคร่งเครียด กลัวพ่อแม่จะขาดทุน

ที่สำคัญ ไม่อยากตอบผิด เพราะไม่ชอบแพ้ใคร ทำให้ผู้ใหญ่ยิ่งตั้งโจทย์ยากขึ้นเรื่อยๆ

ถึงวันนี้เขายังให้เครดิตติวเตอร์ชาวสันกำแพง ผู้สร้างรากฐานคณิตศาสตร์ให้เขากลายเป็นนักธุรกิจหมื่นล้านผู้ประสบความสำเร็จ

ปรายตาหา "ดาว"

ทักษิณเรียนหนังสือดีมาตลอด อยู่มงฟอร์ตสอบได้ไม่เคยเกินที่ 3

และเพราะความเป็นนักคำนวณสมองกลนี่เอง ทำให้ครั้งหนึ่งทักษิณ ชินวัตร ฝันไว้อยากเป็นวิศวกรโยธา แต่เจ้าตัวกลับไม่เคยเปรยให้ใครได้ยินว่า เคยถามหาโรงเรียนเตรียมนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่เด็ก

""สมัยเรียน เขามักอาสาช่วยครูทำกิจกรรมต่างๆ ดีมาก มีลักษณะผู้นำเสมอ ทั้งที่ตัวเองไม่ใช่หัวหน้าห้อง ผมจำได้เขาเคยถามผมว่า ""โรงเรียนเตรียมนายกรัฐมนตรีมีที่ไหนบ้าง"" นี่ไงล่ะครับ แต่ตอนนั้นผมตอบเขาไปว่า ""จะบ้าเรอะ มีแต่โรงเรียนเตรียมทหารเท่านั้นแหละ"" กลายเป็นเรื่องตลกขบขันกันไป ไม่นึกว่าเขาจะมาถึงวันนี้""

ประเสริฐ มั่นศิลป์ ผู้บริหารโรงเรียนอนุบาลสิริวัฒน์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเคยเป็นอาจารย์สอน ดร.ทักษิณ สมัยเรียนที่มงฟอร์ต ยังบอกอีกว่า การเรียนแทบทุกวิชาของทักษิณอยู่ในขั้นดีหมด แต่ไม่ใช่ดีเยี่ยม ประมาณ 70 กว่าเปอร์เซ๊นต์

ที่น่าชื่นชมอีกประการ คือ เขามักจะบอกให้เพื่อนๆ ทำสิ่งต่างๆ ให้ดีกว่าเดิม

""แกจะคอยกำกับตนเอง หรือมุ่งแต่จะกำกับคนอื่น คอยที่จะชักนำคนอื่นให้มาอยู่ในอาณัติของแก โดยใช้คำพูดหว่านล้อมโน้มน้าวใจหลอกล่อให้เราคล้อยตามเขา พูดง่ายๆ ก็คือ ใช้หลักจิตวิทยาผู้นำเป็นมาตั้งแต่หนุ่ม"" จำรัส ต๊ะพรหมมา เพื่อนเก่ากล่าว

อีกลักษณะเด่นอย่างหนึ่ง คือ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ถ้ามีเงินจะเลี้ยงไอศกรีม หรือขนมเพื่อนฝูงเสมอ ทั้งๆ ที่ขณะนั้นทักษิณมีฐานะธรรมดา

""นอกเหนือจากข้าวปุ้นแล้ว กลับบ้านทีไร เขาต้องทานน้ำแข็งไสของลุงเป็นประจำ ของโปรดคือลอดช่องกับแตงไทย"" ประชา โตกระแส พ่อค้าน้ำแข็งไสเจ้าประจำของทักษิณกล่าว

สวัสดิ์ โซตารี เพื่อนเก่าอีกคนที่ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ดูแลสำนักงานพรรคไทยรักไทย เขต 5 จังหวัดเชียงใหม่ เล่าว่า ตอนเด็กๆ เขาเคยแบ่งสายขายไอศกรีมที่ตลาดสดสันกำแพงกับดอกเตอร์ทักษิณ รับมา 5 แท่ง 1 บาท แล้วนำมาขายแท่งละ 1 สลึง

""ท่านขายหน้าตลาด ผมขายหลังตลาด แล้วนำเงินกำไรที่ได้มาซื้อขนมกินกัน""

ยามร่ำรวยเป็นนักธุรกิจใหญ่โต หากกลับบ้าน และพอจะมีเวลา ยังนัดเจอเพื่อนฝูงเก่าๆ เสมอ โดยไม่ถือเนื้อถือตัว ถ้ามาไม่ได้ เช่นงาน "ปิ๊กมงฟอร์ตบ้านเฮา" และงานเลี้ยง "มงฟอร์ตรุ่น 08" ทักษิณยังส่งเงินมาสมทบทุนเลี้ยงรุ่นด้วย

และเพราะความเอื้ออาทรต่อเพื่อน ทักษิณได้ควักกระเป๋า 300,000 บาท ตั้ง "กองทุนเพื่อนทักษิณ" ขึ้น เพื่อเป็นวงเงินกู้สำหรับพรรคพวกเพื่อนฝูงที่เดือดร้อนเรื่องเงิน โดยจำกัดเพดานกู้แค่รายละ 10,000 บาท แล้วผ่อนใช้ 10 เดือน เดือนละ 1,050 บาท

ทั้งนี้ ดอกเบี้ย 50 บาทจะถูกนำมาใช้ในกิจกรรมอื่นๆ ตามความจำเป็นเหมาะสม เช่น กรณีญาติเพื่อนเสียชีวิต ก็จะนำไปช่วยเหลือรายละ 1,000-2,000 บาท กองทุนนี้มีคณะกรรมการคอยดูแลบริหาร 10 คน ปัจจุบันยังคงดำเนินไปด้วยดี โดยปราศจากการกำกับใดๆ จากผู้ก่อตั้ง, เจ้าของทุน

""หลังแต่งงานทำธุรกิจจนมีชื่อเสียงโด่งดัง ก็ไม่มีกิจกรรมใดๆ ให้กลับมาร่วมทำกันอีก แต่ก็ทราบข่าว ดร.ทักษิณ มาตลอด กระทั่งได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ก็ได้ติดต่อกันผ่านทาง ส.ค.ส. และผมได้ส่งรูปที่ถ่ายร่วมกันเมื่อสมัย ดร.ทักษิณเรียนชั้น ม.3 ไปให้"" อาจารย์ประเสริฐเล่าถึงสายสัมพันธ์ระหว่างเขากับลูกศิษย์และว่า

ก่อนทักษิณเริ่มเล่นการเมือง ประมาณปี 2542 หลังตั้งพรรคไทยรักไทยแล้ว เคยพบกันครั้งหนึ่งที่วัดสันป่าเลียง ซึ่ง ดร.ทักษิณถูกเชิญมาเป็นประธานบรรจุพระธาตุสู่พระเจดีย์ พอเห็นเขาก็ดีใจ เข้ามาจับไม้จับมือ พาไปนั่งคู่กันที่โซฟาด้านหน้า

ขณะนั้นได้คุยกันน้อย เพราะแขกเหรื่อมาก คนที่ไม่ทราบว่าทักษิณเป็นศิษย์เก่ามงฟอร์ต พากันแปลกใจ และเขาก็เป็นข้าราชการครูที่เกษียณนานร่วม 13 ปี

""พระครูในวัดถามผมว่า เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกันหรือ ผมหัวเราะก๊าก ตอบไปว่าไม่ใช่ แต่เป็นครูกับศิษย์ ตอนนี้แว่วมาว่ามีหลายงานจะเชิญดอกเตอร์ทักษิณมาเป็นประธานในพิธี ผมคิดว่าคงยากกระมัง เพราะกำลังตั้งรัฐบาล""

ก่อน "นก" จะจาก "รัง"

หากคิดจะเป็นนักผจญภัย ต้องเข้าใจว่า ..ลูกนกเมื่อโต ย่อมบินจากรัง

""..บ้านเป็นห้องแถวไม้สองชั้น ครอบครัวเราจะนอนชั้นบน พ่อแม่เตียงหนึ่ง ลูกอีก 9 คนก็สองเตียง ผู้ชายเตียง ผู้หญิงเตียง อยู่กันข้างบนแบบไม่มีห้อง..""

หากใครแวะเข้าไปที่ตลาดสันกำแพงตอนนี้ ไม่มีภาพอย่างที่กำลังบรรยายให้เห็น นอกจากภาพตลาดสดที่มีพื้นซีเมนต์ราดยาวตลอดแนวใต้หลังคาโครงเหล็ก แต่ถ้าถามคนเก่าคนแก่ว่าตรงไหนล่ะ ที่เป็นที่ตั้งดั้งเดิมของบ้านนายกรัฐมนตรี เขาก็จะชี้มายังล็อกที่เปิดเป็นร้านขายก๋วยเตี๋ยว

""พี่ทักษิณเป็นคนดี เป็นแบบอย่างของน้องๆ หน้าตาเขาไม่เหมือนคนอื่น อย่างคนอื่นตากแดดตัวจะดำ แต่พี่ทักษิณตากแดดแล้วก็ยังขาวอยู่ เพื่อนๆ จึงเรียกว่า "แม้ว"...""

เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.ไทยรักไทย เขต 2 จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นน้องสาวของ ดร.ทักษิณ กล่าวและว่า ครอบครัวเธอมีพี่น้องทั้งหมด 9 คน เป็นผู้ชาย 3 คน ผู้หญิง 6 คน และ ดร.ทักษิณ เป็นคนที่ 2

ไล่ตามลำดับได้ ดังนี้ : เยาวลักษณ์, ทักษิณ, เยาวเรศ, ปิยนุช, อุดร, เยาวภา, พายัพ, มณฑาทิพย์ และทัศนีย์

ส่วนคุณพ่อนั้น เป็นลูกคนที่ 4 ของครอบครัว เรียงตามวัยเริ่มจากป้า : เข็มทอง, ศักดิ์, สม, เลิศ, สุเจตน์, จันทร์สม, สมจิตร, เถาวัลย์, สุรพันธุ์, บุญรอด, วิไล และทองสุทธิ์

จันทร์สม ชินวัตร อาหญิงกล่าวถึงครอบครัวหลานชายว่า ตอนทักษิณคลอด พ่อแม่ของเขามีบ้านอยู่ในสวน ซึ่งมีเนื้อที่ 20 กว่าไร่ ต่อมาคิดอยากทำค้าขาย จึงออกมาตั้งร้านขายกาแฟอยู่ที่ประตูตลาดสันกำแพง และได้ลูกชายคนโตช่วยงานครอบครัวด้วยความขยันขันแข็งเสมอมา

ส่วนตนเองและญาติพี่น้องคนอื่นๆ ยังคงทำกิจการผ้าไหม ผ้าทอ สานต่อธุรกิจครอบครัว ซึ่งช่วงนั้นขายดีมาก

""ตอนพี่เลิศไปเซ้งโรงภาพยนตร์ศรีวิศาลในตัวเมืองเชียงใหม่ เขาก็จะพาลูกไปโรงหนังด้วย ป้าเคยท้วงติงว่า พาเด็กไปดูหนังระวังจะเคยตัวนะ เดี๋ยวจะเสียการเรียนนะ แต่เขาก็ยังเป็นเด็กดี""

ทักษิณเคยบอกว่า พ่อเป็นคนที่มีอิทธิพลต่อนิสัยใจคอของเขามากที่สุด ดังนั้น หากจะทบทวนถึงวันวานที่ผ่านมา ตั้งแต่จำความได้ เขามักเป็นเงาติดตัวของพ่อ ส่วนหนึ่งเพราะเป็นลูกชายคนโต

แต่อีกเหตุผลสำคัญ คือ การตามพ่อเป็นเรื่องสนุกสนานสำหรับเขา

""พ่อมักมีอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ มาตื่นตาตื่นใจ มีเรื่องได้ผจญภัยไม่รู้จบให้เสี่ยงให้ลองหลายสิ่งหลายอย่าง วิธีทำงานของพ่อไม่เคยหยุดนิ่ง กระตือรือร้น สร้างสรรค์และนำสมัยตลอดเวลาและคงคิดเหมือนผมด้วยว่า คุณสมบัติเดียวกันนี้เองที่นำความสำเร็จมาสู่ตระกูลชินวัตร""

ชาวเชียงใหม่ในรุ่น 30-40 ปีก่อน คงคุ้นเคยกับบุคลิกดังกล่าวของนายเลิศดี จึงไม่แปลกที่จะเทคะแนนให้ได้เข้าไปนั่งในสภา เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี 2512 ภายหลังจากทำธุรกิจล้มลุกคลุกคลานมาหลายอย่าง.. ไม่ต่างไปจาก "แมวเก้าชีวิต"

แน่นอน, ทุกฉากของงานทุกชนิด จะมีทักษิณ ลูกชาย เป็นเงาข้างกายเสมอ

เริ่มจากเปิดร้านกาแฟ, ตกเย็นหรือยามว่าง เขาจะช่วยพ่อโม่กาแฟ จำได้ว่า ต้องเขย่งปลายเท้าเต็มที่ถึงจะหมุนเจ้าเครื่องโม่ได้

5 ปีผ่านไปจึงเปลี่ยนมาทำนาสวนผสม ปลูกส้มเขียวหวาน บนเนื้อที่ 25 ไร่ เขามักคอยวิ่งปุเลงๆ ช่วยแม่ตัดส้มแพ็คลงเข่งจนชำนาญ และยังรับหน้าที่ขายกล้วยไม้จากสวนด้วย พอขายหมด ก็เอาเงินนั้นซื้อของสดกลับมาให้แม่ทำกับข้าว

ช่วงพ่อเป็น "กัมประโด" หรือหัวหน้าแผนกสินเชื่อของธนาคารนครหลวงไทย สาขาเชียงใหม่ โดยการสนับสนุนของอาสุเจตน์ ซึ่งนั่งเก้าอี้ผู้จัดการแบงก์ที่นั่น ทุกเย็น เขาจะไปนั่งรอพ่อที่ธนาคารเพื่อจะได้กลับบ้านพร้อมกัน แต่ยังไม่มีบทบาทอะไรมากนัก เพราะยังเด็กอยู่ ได้แต่นั่งดูพ่อดีดลูกคิด

มาถึงตอนบุกเบิกธุรกิจบันเทิงร่วมหุ้นสร้างโรงหนังศรีวิศาล, ชินทัศนีย์ อันเป็นช่วงเดียวกับที่ทักษิณเข้าสู่วัยรุ่น หลังเลิกเรียนอาบน้ำอาบท่าเสร็จ เขามีหน้าที่เช็คยอดตั๋วที่โรงหนัง

ตอนนายเลิศเทคโอเวอร์กิจการรถเมล์ เขาเป็นคนช่วยนับสตางค์เวลากระเป๋าลงเวรตอน 4 ทุ่มทั้งหมด 50 กว่าคัน หน้าที่ของทักษิณอีกอย่างคือเป็นคนจ่ายตั๋วแล้วปล่อยคิวตั๋ววันรุ่งขึ้น

บางวันต้องไปช่วยขายอะไหล่มอเตอร์ไซค์และจักรเย็บผ้า ตามไปเก็บเงินผ่อนตามบ้าน ซึ่งแต่ละแห่งห่างกันไกล บ้างก็อยู่ลึกมาก ต้องจอดมอเตอร์ไซค์แล้วเดินเลียบคันนาเข้าไป

ขับรถเมล์รับคน ทักษิณก็เคยทำมาแล้ว

ฉากชีวิตที่สันกำแพงสำหรับนายกรัฐมนตรีลูกข้าวนึ่งคนนี้ ยุติลงตอนเขาอายุกว่า 17 เพราะต้องจากบ้านไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพ ฯ ที่โรงเรียนเตรียมทหาร ก่อนจะกลายเป็นผู้ประสบความสำเร็จทางธุรกิจและการเมืองในอีกสามสิบปีต่อมา

แต่เรื่องราวทั้งหมด ยังคงเป็นภาพนิ่ง.. ที่เคลื่อนไหวอยู่ในความทรงจำของเขา และใครต่อใครที่เชียงใหม่กับสันกำแพง